Choose your language :

ข่าวสารเอดส์ที่น่าสนใจ

test 9

๒) ด้านการศึกษาและยกร่างกฎหมาย ประกอบด้วยนักกฎหมาย ทนายความ นักวิชาการ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ (กสม.) ๓) ด้านการขับเคลื่อนนโยบาย ประกอบด้วยผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายและกฎหมาย เช่น สนช. ๔) ด้านการสื่อสารสาธารณะ ประกอบด้วยสื่อมวลชน นักวิชาการ๒) ด้านการศึกษาและยกร่างกฎหมาย ประกอบด้วยนักกฎหมาย ทนายความ นักวิชาการ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ (กสม.) ๓) ด้านการขับเคลื่อนนโยบาย ประกอบด้วยผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายและกฎหมาย เช่น สนช. ๔) ด้านการสื่อสารสาธารณะ ประกอบด้วยสื่อมวลชน นักวิชาการ

test 4

๒) ด้านการศึกษาและยกร่างกฎหมาย ประกอบด้วยนักกฎหมาย ทนายความ นักวิชาการ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ (กสม.)๓) ด้านการขับเคลื่อนนโยบาย ประกอบด้วยผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายและกฎหมาย เช่น สนช. ๔) ด้านการสื่อสารสาธารณะ ประกอบด้วยสื่อมวลชน นักวิชาการ๒) ด้านการศึกษาและยกร่างกฎหมาย ประกอบด้วยนักกฎหมาย ทนายความ นักวิชาการ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ (กสม.) ๓) ด้านการขับเคลื่อนนโยบาย ประกอบด้วยผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายและกฎหมาย เช่น สนช. ๔) ด้านการสื่อสารสาธารณะ ประกอบด้วยสื่อมวลชน นักวิชาการ

ทดสอบ 2

............ กลุ่มเป้าหมาย ............. ๑) ด้านการพัฒนาศักยภาพ และการมีส่วนร่วมในการยกร่างและเผยแพร่กฎหมาย ประกอบด้วย แกนนำกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติ ๗ กลุ่ม ได้เเก่ กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดและกลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มคนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้หญิง ๒) ด้านการศึกษาและยกร่างกฎหมาย ประกอบด้วยนักกฎหมาย ทนายความ นักวิชาการ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ (กสม.) ๓) ด้านการขับเคลื่อนนโยบาย ประกอบด้วยผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายและกฎหมาย เช่น สนช. ๔) ด้านการสื่อสารสาธารณะ ประกอบด้วยสื่อมวลชน นักวิชาการ ............. ผู้รับผิดชอบโครงการ ............ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ 133/235 หมู่บ้านรื่นฤดี 3 ถนนหทัยราษฎร์ แขวง/เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510 โทรศัพท์ 02-171-5135-6 หรือโทรสาร 02-1715124 หมายเหตุ : กรุณาส่งแบบตอบรับกลับมาที่ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ โทรสาร 02-1715124 หรือทาง Email : sompratthanashop@gmail.com ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ทั้งนี้ประสานงานเพิ่มเติมโทร 094-868-6855

ทดสอบ 1

โครงการ ลดการตีตราและเลือกปฏิบัติในสังคมไทยโดยการเสริมศักยภาพกลุ่มเปราะบางและพัฒนากฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียม(Equality) และการไม่เลือกปฏิบัติ (Discrimination) ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของแนวคิดสิทธิมนุษยชน โดยจะมีการดำเนินกิจกรรมภายใต้กลุ่มเป้าหมาย ได้เเก่ กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดและกลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มคนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้หญิง โดยมีแนวทางในผลักดันให้มีกฎหมายห้ามการเลือกปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพ ของประชากรกลุ่มเป้าหมาย และลดปัญหาการเลือกปฏิบัติ ลดความเหลื่อมล้า สร้างความเป็นธรรมในสังคม รวมทั้งยังจะดำเนินโครงการภายใต้แนวทางการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย ให้มีส่วนร่วมผลักดันกฎหมายห้ามการเลือกปฏิบัติ โดยใช้กระบวนการพัฒนาศักยภาพด้วยการเสริมพลัง (Empowerment) ในกลุ่ม/เครือข่ายผู้มีความเปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติพื่อลดการตีตราตนเอง(Self-stigma) และเพื่อใหมีศักยภาพในการเผชิญปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ยังจะสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ข้ามข่าย เพื่อเพิ่มพลังในการขับเคลื่อนหรือแก้ปัญหาที่เป็นประเด็นร่วม และการยกระดับงาน ของกลุ่ม/เครือข่ายให้เป็นการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย/กฎหมายซึ่งจะสร้างผลกระทบในวงกว้างแทนการแก้ปัญหารายบุคคล/รายกลุ่ม เพียงอย่างเดียว โดยการเสริมทักษะในการทำงานด้านการผลักดันนโยบาย (Policy advocacy) รวมทั้งการปรับกระบวนทัศน์ใหม่ให้กับคนในสังคม(Social mobilize) ในการนี้ จึงจัดให้มีเวทีประชุมชี้เเจงรายละเอียดโครงการ และสานพลังเครือข่ายองค์กรภาคีที่ทำงานร่วมกับกลุ่มเป้าหมายประชากรเปราะบางทั้ง 8 กลุ่มขึ้น ในวันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ณ ..................................ตั้งแต่เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป จึงใคร่ขอเชิญท่าน / หรือผู้แทนองค์กรร่วมประชุมตามรายละเอียดกำหนดการ ดังเเนบ จึงเรียนมาเพื่อทราบ และขอขอบคุณ มา ณ โอกาสนี้ โครงการ ลดการตีตราและเลือกปฏิบัติในสังคมไทยโดยการเสริมศักยภาพกลุ่มเปราะบางและพัฒนากฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติ ............... ความเป็นมา / หลักการและเหตุผล .............. 1. สถานการณ์ และข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความเสมอภาคเท่าเทียม และการไม่เลือกปฏิบัติ 1.1 หลักการความเสมอภาคเท่าเทียมและการไม่เลือกปฏิบัติ หลักการความเสมอภาคเท่าเทียม(Equality) และการไม่เลือกปฏิบัติ (Discrimination) เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของแนวคิด สิทธิมนุษยชน ซึ่งมีความหมายว่า การกระทำ หรือไม่กระทำการอันใดอันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน จำกัดสิทธิประโยชน์ใด ๆ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม หรือการแสดงออกที่แตกต่างกัน โดยปราศจากความชอบธรรม เพราะเหตุที่บุคคลนั้น มีความแตกต่าง ในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สถานภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง เพื่อให้บุคคลนั้นไม่ได้รับสิทธิเสรีภาพอันพึงมี พึงได้ หลักการดังกล่าว ปรากฏในกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนทุกฉบับ 1.2สถานการณ์การไม่เลือกปฏิบัติในต่างประเทศ ปัจจุบันประเทศต่างๆ เริ่มให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจกับการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จึงมีการออกกฎหมาย เพื่อขจัดการเลือกปฎิบัติในหลากหลายรูปแบบ เช่นในประเทศฮ่องกง ได้ออกกฏหมายห้ามเลือกปฎิบัติหลายฉบับ (Sex discrimination Ordinance: SDO,1996 / Disability Ordinance: DDO, 1996 / Family status Ordinance: FSDO, 1997 / Race Discrimination: RDO, 2009 ) โดยมีกลไกที่เรียกว่า Equal Opportunities Commission (EOC) ทำหน้าที่ส่งเสริมความเท่าเทียม และขจัดการเลือกปฎิบัติ การคุกคาม การว่าร้ายแสวงหาแนวทางการไกล่เกลี่ย เมื่อเกิดกรณีเลือกปฏิบัติ รวมทั้งทำหน้าที่ทบทวนกฎหมายเหล่านั้น เป็นระยะๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่นกันกับที่สหราชอาณาจักร มีการออกกฎหมาย The Equality Act เมื่อปี 2010 ในส่วนของประเทศไทยได้ให้การรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ของสหประชาชาติดังกล่าวข้างต้นทุกฉบับแล้วแต่ยังมีส่วนที่ไม่รับรองคืออนุสัญญาว่าด้วสิทธิแรงงานข้ามชาติและสมาชิกในครอบครัว 1990 เพียงฉบับเดียว 1.3.หลักการความเสมอภาคเท่าเทียม และการห้ามเลือกปฏิบัติ ในรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.๒๕๖๐ แม้จะมีบทบัญญัติการห้ามเลือกปฏิบัติไว้ในรัฐธรรมนูญ* แต่ยังไม่มีการออกกฎหมายลำดับรอง หรือกฎหมายลูกในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน ยังคงมีปรากฏการณ์การเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในหลายระดับของสังคมไทย ทั้งในระดับกฏหมาย นโยบาย ระเบียบข้อบังคับ ระดับหน่วยงาน องค์กร และระดับบุคคล โดยเกิดขึ้นทั้งในหน่วยงานของรัฐและเอกชน ซึ่งงกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติ ได้เเก่ คนพิการ ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ผู้หญิง กลุ่มความหลากหลายทางเพศ ผู้ใช้สารเสพติด ผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งรากเหง้าสำคัญมาจากทัศนคติ ความเชื่อเชิงลบต่อกลุ่มคนดังกล่าว มองไม่เห็นศักยภาพความสามารถของกลุ่มคนเหล่าน้น และผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติ อย่างไม่เป็นธรรม ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ขาดโอกาสทางสังคม ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ส่วนบุคคล ครอบครัว และกลายเป็นภาระของสังคมที่สำคัญยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม และสุขภาวะทุกมิติ (กาย จิต สังคม จิตวิญญาณ) *หลักการความเสมอภาคเท่าเทียมการห้ามเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ได้ถูกเขียนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นคร้ังแรกในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองงตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สถานภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้ 2. หลักการในการพัฒนาและผลักดันให้มีกฎหมายห้ามการเลือกปฏิบัติ การขับเคลื่อนให้มีกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักประกัน สิทธิและเสรีภาพของประชากรกลุ่มเปราะบาง และลดปัญหาการเลือกปฏิบัติ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม มีความสอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๖๐) มาตรา ๗๗ ที่บัญญัติว่า 3. แนวทางการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเปราะบางให้มีส่วนร่วมผลักดันกฎหมายห้ามการเลือกปฏิบัติ โดยใช้กระบวนการพัฒนาศักยภาพด้วยการเสริมพลัง(Empowerment) ในกลุ่ม/เครือข่ายผู้มีความเปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติ เพื่อลดการตีตราตนเอง (Self-stigma) เพื่อให้มีศักยภาพในการเผชิญปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถยืนหยัดขึ้นมาสื่อสารสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่สังคมเลือกปฏิบัติ รวมถึงมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการตีตรา และเลือกปฏิบัติ ที่เกิดขึ้นในสังคม ผ่านการปรับแก้ทัศนคติ และการยกร่างกฎหมายภาคประชาชน และไม่นิ่งดูดายถ้าตนเองหรือเพื่อนในเครือข่ายถูกเลือกปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามข่าย เพื่อเพิ่มพลัง ในการขับเคลื่อนหรือแก้ปัญหาที่เป็นประเด็นร่วม และการยกระดับงานของกลุ่ม/เครือข่ายให้เป็นการผลักดันให้เกิด การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย / กฎหมาย ซึ่งจะสร้างผลกระทบในวงกว้าง แทนการแก้ปัญหารายบุคคล/รายกลุ่มเพียงอย่างเดียว โดยเสริมทักษะในการทำงาน ด้านการผลักดันนโยบาย (Policy advocacy) รวมทั้งการปรับกระบวนทัศน์ใหม่ให้กับคนในสังคม (Social mobilize) โดยใช้กระบวนการพัฒนากฎหมายเป็นเครื่องมือ ในการรณรงค์สร้างความเข้าใจกับสังคม เพื่อนำไปสู่ เป้าหมายการลดการตีตรา และเลือกปฏิบัติ ................ ทิศทางและมาตรการที่จะใช้ในการทำงานเพื่อลดการตีตราเลือกปฏิบัติ ............... ๑. การยุติการตีตราเลือกปฏิบัติต้องทำในทุกๆ Setting เกี่ยวข้อง อาทิ สถานที่ทำงาน สถานศึกษาชุมชน และหน่วยบริการสุขภาพ ๒. การลดการรังเกียจกีดกัน ตต้องทำทุกระดับ ทั้งในระดับนโยบาย องค์กร และบุคคล โดยเฉพาะในหน่วยบริการสุขภาพ ต้องทำทั้งนโยบาย บุคลากรและผู้รับบริการ ๓. การทำให้คนทำงาน-ผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและชุมชน ให้บริการโดยปราศจากการตีตราและเลือกปฏิบัติ ถือเป็นส่วนสำคัญ ในการเพิ่มการเข้าถึงการรักษา และการป้องกัน ของกลุ่มเปราะบางมากขึ้น ๔. การทำโปรแกรมในระดับบุคคล หรือในระดับของผู้รับบริการเพื่อลดการตีตราตนเองจะเป็นกุญแจสำคัญ ในการนำตนเองเข้าสู่การรับบริการ รวมถึงการป้องกันตนเองให้ ปลอดภัย ลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ๕. การทำให้บุุคคลรู้เรื่องสิทธิตัวเอง ปกป้องคุ้มครองตัวเองได้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ .............. เป้าหมาย / วัตถุประสงค์ .............. เป้าหมาย ผลักดันให้มีร่ างกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติภาคประชาชน รวมถึงสื่อสารสร้างความเข้าใจและความตระหนัก ให้กับสังคมในเรื่องผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติ วัตถุประสงค์ ๑) พัฒนาศักยภาพกลุ่มเปราะบาง ให้ลดการตีตราตนเอง(Self-stigma reduction) และมีความสามารถในการเผชิญปัญหา เพื่อให้มีสุขภาพกาย-ใจ-สังคมที่ดี และเข้ามามีส่วนร่วมในการยกร่างกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติภาคประชาชน ๒) เพื่อพัฒนาร่ างกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติภาคประชาชน ๓) พัฒนา key message เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดการเลือกปฏิบัติ โดยการรณรงค์ สร้างความเข้าใจและความตระหนัก ในการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มเปราะบาง ............ กลุ่มเป้าหมาย ............. ๑) ด้านการพัฒนาศักยภาพ และการมีส่วนร่วมในการยกร่างและเผยแพร่กฎหมาย ประกอบด้วย แกนนำกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติ ๗ กลุ่ม ได้เเก่ กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดและกลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มคนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้หญิง ๒) ด้านการศึกษาและยกร่างกฎหมาย ประกอบด้วยนักกฎหมาย ทนายความ นักวิชาการ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ (กสม.) ๓) ด้านการขับเคลื่อนนโยบาย ประกอบด้วยผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายและกฎหมาย เช่น สนช. ๔) ด้านการสื่อสารสาธารณะ ประกอบด้วยสื่อมวลชน นักวิชาการ ............. ผู้รับผิดชอบโครงการ ............ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ 133/235 หมู่บ้านรื่นฤดี 3 ถนนหทัยราษฎร์ แขวง/เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510 โทรศัพท์ 02-171-5135-6 หรือโทรสาร 02-1715124 หมายเหตุ : กรุณาส่งแบบตอบรับกลับมาที่ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ โทรสาร 02-1715124 หรือทาง Email : sompratthanashop@gmail.com ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ทั้งนี้ประสานงานเพิ่มเติมโทร 094-868-6855
จำนวนทั้งหมด 10 ข่าว